Month: October 2021

dermal filler or fat transfer

เติมไขมันหน้า หรือฉีดฟิลเลอร์ เลือกอย่างไหนดี วิธีไหนเหมาะกับใคร

เติมไขมันหน้า หรือฉีดฟิลเลอร์ เลือกอย่างไหนดี วิธีไหนเหมาะกับใคร

ทางเลือกสำหรับเคล็ดลับความงามและความเยาว์วัยในปัจจุบันมีหลายวิธี ซึ่งวิธีที่นิยมในกลุ่มสาวๆ นั่นก็คือ การเติมไขมันหน้าและการฉีดฟิลเลอร์ ซึ่งทั้งสองวิธีนี้มีความแตกต่างกัน ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกดูความแตกต่าง เติมไขมันหน้า หรือฉีดฟิลเลอร์เลือกอย่างไหนดี วิธีไหนเหมาะกับใครบ้างเพื่อแก้ไขความกระจ่าง สามารถศึกษาได้ในบทความนี้

สารบัญบทความ คำถามที่หลายๆคนสงสัยเรื่องเติมไขมันและฉีดฟิลเลอร์
    Add a header to begin generating the table of contents

    ฉีดไขมันหน้า หรือเติมไขมันหน้า คืออะไร

    การเติมไขมันหน้า สามารถเรียกได้ว่าเป็น Fat Grafting, Fat Transfer, Fat Fillers หรือ Lipofilling ก็ได้ นั่นก็คือ การนำเซลล์ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายออกจากบริเวณที่ไม่ต้องการให้มีไขมันสะสม เช่น ต้นแขน ต้นขา น่อง เหนียง หน้าท้อง เป็นต้น เคลื่อนย้ายไปยังบริเวณที่ต้องการเพิ่มมิติให้มากขึ้น เช่น ใบหน้า แก้ม คาง ขมับ หน้าผาก เป็นต้น ซึ่งกระบวนการเติมไขมันหน้าจะช่วยให้บริเวณที่เติมไขมันดูอิ่มฟู ดูเต็มขึ้น ทำให้ผิวเปล่งปลั่งและลดเลือนริ้วรอยได้เป็นอย่างดี

    การทำงานของการเติมไขมันหน้า
    Fat transfer

    เติมไขมันหน้าแตกต่างกับฉีดฟิลเลอร์อย่างไร

    การเติมไขมันหน้า จะใช้เซลล์ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายที่เราไม่ต้องการ แล้วจึงนำไปเข้ากระบวนการสกัดตามขั้นตอนคัดกรองเซลล์ไขมันที่มีคุณภาพ เพื่อนำกลับไปใช้ในการฉีดเติมเต็ม เพิ่มมิติให้กับร่างกายอีกครั้ง

    ส่วนการฉีดฟิลเลอร์ ถึงแม้ว่าจะเป็นการฉีดเติมเต็ม เพิ่มมิติให้กับร่างกายเหมือนกับการเติมไขมันหน้าแต่สารที่ฉีดเข้าไปนั้นไม่ใช่เซลล์ไขมันที่มาจากร่างกายของเรา สารที่ฉีดเข้าไปเป็นสารสังเคราะห์ที่มีคุณสมบัติคล้ายกับโปรตีนในร่างกายของมนุษย์ที่ชื่อว่า กรดไฮยาลูโรนิก หรือ Hyaluronic acids หรือ HA ที่เรารู้จักกันดี ซึ่งมีความปลอดภัยและดูดซึมเข้าร่างกายได้ดีเช่นเดียวกัน

    1. เติมไขมันหน้า ฉีดฟิลเลอร์ สามารถฉีดบริเวณใดได้บ้าง

    ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คุณสมบัติของฟิลเลอร์และไขมันนั้นมีความแตกต่างกัน ด้วยการเป็นสารสังเคราะห์ของฟิลเลอร์จึงมีระดับความแข็งที่แตกต่างกัน การปรับใช้ฟิลเลอร์จึงขึ้นอยู่กับบริเวณที่ต้องการฉีดสารเติมเต็มที่แตกต่างกันไป ส่วนเซลล์ไขมันมีระดับความแข็งระดับเดียว การใช้เซลล์ไขมันแต่ละระดับก็จะแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมแต่จะมีลักษณะนิ่มกว่าฟิลเลอร์อยู่ดี 

    การฉีดฟิลเลอร์: 
    สามารถใช้ได้ทั่วทั้งใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นเติมเต็มหน้าผาก เติมขมับตอบ เติมแก้มตอบ ใต้ตา หรือร่องน้ำตาลึก ร่องแก้มลึก เสริมจมูก เติมเต็มปาก คางเรียว ลดริ้วรอยและรอยหลุมสิว ซึ่งฟิลเลอร์จะช่วยเสริมให้ใบหน้าดูมีมิติ ลดเลือนริ้วรอยร่องลึกและปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน ไม่หมองคล้ำ
     

    การเติมไขมัน:
    มักจะเน้นในบริเวณที่ทำให้ใบหน้าดูละมุนขึ้น เช่น เติมเต็มหน้าผาก เติมขมับตอบ เติมเต็มไขมันใต้ตา เติมร่องแก้ม เสริมหน้าอก ฉีดไขมันมือเด็ก ฉีดสะโพก ยกเว้นบริเวณจมูกและคางที่เป็นกระดูกแข็งๆเท่านั้น ซึ่งการเติมไขมันจะช่วยเสริมให้ใบหน้าดูอิ่มฟู ลดเลือนริ้วรอยร่องลึกและทำให้ผิวดูเต่งตึงอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น

    2. เติมไขมันหน้า ฉีดฟิลเลอร์ อยู่ได้นานแค่ไหน วิธีไหนอยู่ได้นานกว่า

    ระยะเวลาหลังฉีดในบริเวณเดียวกัน ไม่ว่าจะฉีดฟิลเลอร์ หรือเติมไขมันหน้าส่วนมากจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด

    การฉีดฟิลเลอร์:
    จะขึ้นอยู่กับระดับความแข็งของฟิลเลอร์ที่ฉีดเข้าไป จะอยู่ได้ประมาณ 12 เดือนขึ้นไป

    การเติมไขมันหน้า:
    จะอยู่ได้ประมาณ 1-4 เดือน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยร่วมกันกับร่างกายของผู้ฉีดเองด้วย นั่นก็หมายความว่า การฉีดเติมไขมันหน้าประมาณ 70% ขึ้นอยู่กับส่วนของแพทย์ (เทคนิคการฉีดและปริมาณที่ใช้) และอีก 30% อยู่ที่การดูแลรักษาตัวเองของผู้ที่ได้รับการฉีด

    3. โอกาสในการแพ้จากการเติมไขมันหน้า และฉีดฟิลเลอร์

    อย่างที่ได้กล่าวไปว่าการเติมไขมันหน้า คือ การนำเอาเซลล์ไขมันที่สะสมอยู่ในส่วนต่างๆของร่างกายมาใช้งาน ดังนั้นโอกาสในการแพ้จึงไม่มีเลยเพราะไม่ใช่สิ่งแปลกปลอมในร่างกาย ส่วนการฉีดฟิลเลอร์สามารถพบเจอกับโอกาสในการแพ้ได้ เนื่องจากการได้รับฟิลเลอร์ปลอม หรือฟิลเลอร์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้มีอาการอักเสบ ติดเชื้อ เป็นหนอง เป็นก้อนแข็ง เคลื่อนตัวง่าย หรือมีพังผืดเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้การได้รับฟิลเลอร์ของแท้ก็สามารถพบโอกาสในการแพ้ได้เช่นเดียวกัน Delay Hypersensitivity ซึ่งจะเป็นการแพ้ที่เกิดขึ้นในระยะยาว หลังจากได้รับฟิลเลอณืไปแล้วประมาณ 6 เดือน อาจจะมีอาการบวม แดง อักเสบและเป็นก้อน

    การทำงานของฟิลเลอร์
    dermal filler

    การฉีดฟิลเลอร์ เติมไขมัน ราคาเท่าไร วิธีไหนแพงกว่า

    การฉีดฟิลเลอร์และเติมไขมันหน้าราคาแตกต่างกันค่อนข้างมาก เพราะการเติมไขมันหน้าจะใช้เซลล์ไขมันที่มาจากตัวของคนไข้ แต่ก็มีขั้นตอนการทำค่อนข้างหลายขั้นตอน เนื่องจากตัองทำการดูดไขมันจากร่างกายของคนไข้ก่อน จากนั้นจึงนำกลับเข้าไปฉีดเติมเต็มบริเวณที่ต้องการ ดังนั้นราคาค่อนข้างสูงกว่ากว่าการฉีดฟิลเลอร์ ส่วนฟิลเลอร์นั้นสามารถฉีดบริเวณที่ต้องการได้เลย ส่วนราคานั้นก็ขึ้นอยู่กับยี่ห้อฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีด และคลีนิกเสริมความงามมักมีโปรโมชั่นออกมาเสมอ ทำให้ราคาฟิลเลอร์ส่วนมากจะเริ่มต้นที่ราคาไม่แพง หลักพันต้นๆก็สามารถเริ่มฉีดฟิลเลอร์ได้แล้วค่ะ

    ฉีดฟิลเลอร์ เติมไขมัน อันไหนสวย เป็นธรรมชาติมากกว่า

    การฉีดฟิลเลอร์กับการเติมไขมันหน้าถามว่าอันไหนดีกว่า ต้องขอตอบว่าขึ้นอยู่กับบริเวณที่เราต้องการฉีดและความต้องการที่เรามี รวมทั้งยังมีเรื่องของงบประมาณของแต่ละท่านที่แตกต่างกัน ด้วยปัญหาและลักษณะของแต่ละคนไม่เหมือนกันดังนั้นการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำปรึกษาว่า จุดที่ต้องการแก้ปัญหาเหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์เติมไขมันมากกว่ากัน 5 ความต้องการของเราอยากจะให้หน้าดูละมุน ดูเป็นธรรมชาติก็จะเหมาะกับการเติมไขมันหน้ามากกว่า ส่วนคนที่ต้องการให้ผลลัพธ์ออกมาเป๊ะ ใบหน้าดูโดดเด่นและเห็นผลอย่างชัดเจนก็จะแนะนำให้ฉีดฟิลเลอร์แทน

    dermal filler or fat transfer

    เติมไขมันหน้า เหมาะกับใคร

    การเติมไขมันหน้าจะช่วยให้ผิวพรรณดูละมุนละไม อ่อนเยาว์ ดูอิ่มน้ำ ดูเต็มฟู เปล่งปลั่งและมีออร่า จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติและลดความเสี่ยงจากการแพ้ฟิลเลอร์ หรือปัญหาฉีดฟิลเลอร์เป็นก้อน ในขณะเดียวกันก็อาจจะต้องมีการเติมไขมันหน้าบ่อยครั้งกว่าการฉีดฟิลเลอร์

    การฉีดฟิลเลอร์ เหมาะกับใคร

    ส่วนการฉีดฟิลเลอร์จะช่วยแก้ไขปัญหาใบหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยให้รูปหน้ากระชับ ได้สัดส่วนอย่างชัดเจน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์อย่างชัดเจนและสมบูรณ์แบบ รวมทั้งการใช้บริเวณจมูกและคาง ซึ่งถือว่ามีราคาค่อนข้างสูงแต่ก็อยู่ได้นานกว่าการเติมไขมันหน้า แต่ก็อาจจะนำมาซึ่งความเสี่ยงในการแพ้ฟิลเลอร์นั่นเองค่ะ

    สรุปเติมไขมันหน้า หรือฉีดฟิลเลอร์ดี

    การเติมไขมันหน้าและการฉีดฟิลเลอร์ มีข้อดีและข้อแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับบริเวณที่เราต้องการจะแก้ไขปัญหา รวมทั้งราคาที่แตกต่างกัน หากไม่มั่นใจว่าการเติมไขมันหน้า หรือการฉีดฟิลเลอร์แบบไหนเหมาะกับการรักษามากกว่า ขอแนะนำให้ทำการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อประเมินการรักษาและผลลัพธ์ที่จะเป็นไปได้ว่าตรงกับความต้องการ และงบประมาณหรือไม่ค่ะ

    ปรึกษาหมอเบญฟรีก่อนเข้ารับการรักษาจริง
    dr ben malika clinic 02

    หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านยังมีความสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม หรืออยู่ในระหว่างตัดสินใจว่าจะเลือกวิธีไหน สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมกับหมอเบญได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายก่อนเข้ารับบริการจริงค่ะ หมอเบญตอบแชตเองค่ะและยินดีให้คำปรึกษากับทุกท่านค่ะ  สามารถแอดไลน์ได้ที่ Line ID: @malikaclinic หรือเข้ามาที่คลินิกเพื่อให้หมอเบญประเมินก่อนได้เลยค่ะ คลิกนิกตั้งอยู่ที่ลาดพร้าว วังหิน (ระหว่างซอยลาดพร้าว วังหิน 65 และ 67) หมอเบญและทีมงานยินดีต้อนรับค่ะ

    shaving hair

    แวกซ์ขน เลเซอร์ขน เลเซอร์ Yag, Diode แตกต่างกันอย่างไร วิธีกำจัดขนไหนดีที่สุด

    แวกซ์ขน เลเซอร์ขน เลเซอร์ Yag, Diode แตกต่างกันอย่างไร วิธีกำจัดขนไหนดีที่สุด

    สาวๆและหนุ่มๆหลายๆคนคงจะเคยสงสัยว่า “ขน” ที่ขึ้นอยู่ตามร่างกายของเรานั้นมีไว้เพื่ออะไร? ขนที่ขึ้นตามบริเวณต่างๆในร่างกายต่างก็มีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป นอกจากจะเป็นอวัยวะรับความรู้สึกแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียความร้อน ป้องกันแสงแดดและป้องกันอันตรายได้ด้วย แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า ขนที่ขึ้นบางส่วน ก็ไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของสาวๆหลายๆคนสักเท่าไหร่ เช่น ขนคิ้ว รักแร้ ขา แขน หนวด รวมไปถึงจุดซ่อนเร้น เป็นต้น จึงเป็นที่มาของวิธีกำจัดขนที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าวิธีกำจัดขนแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? วิธีกำจัดขนไหนดีที่สุด? ศึกษาได้ในบทความนี้เลย

    หมอเบญนำบทความเปรียบเทียบการกำจัดขนแต่ละประเภทมาให้สาวๆได้อ่านกันแล้วค่ะ
      Add a header to begin generating the table of contents

      วิธีกำจัดขนแต่ละประเภท

      พูดถึงวิธีกำจัดขนที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน แบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ การโกนขน การแวกซ์กำจัดขน และเลเซอร์กำจัดขน ซึ่งการกำจัดขนส่วนใหญ่ทำเพื่อความสวยงาม บางกรณีอาจจะเป็นการรักษาความผิดปกติของขนที่ขึ้นตามร่างกาย เช่น โรครูขุมขนอักเสบ หรือขนคุด โรคมนุษย์หมาป่า หรือขนดก เป็นต้น มาดูกันว่าวิธีกำจัดขนแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง?

      shaving hair

      การกำจัดขนด้วยการโกน

      การกำจัดขนด้วยการโกน เป็นวิธีกำจัดขนแบบชั่วคราวโดยใช้มีดโกน หรือเครื่องโกนขนไฟฟ้า ส่วนมากนิยมกำจัดขนบริเวณใบหน้า การโกนหนวด หรือการตัดผมของผู้ชาย ส่วนผู้หญิงนั้นจะใช้โกนบริเวณรักแร้ ขา แขนและจุดซ่อนเร้นเป็นส่วนใหญ่ เทคนิคในการโกน คือ การทำให้ผิวบริเวณที่ต้องการโกนขน มีความเปียกเล็กน้อยเพื่อให้ขนอ่อนนุ่มลงและโกนได้ง่ายขึ้น บางแห่งที่เป็นบริเวณผิวบอบบางสามารถใช้ครีมโกนขนร่วมด้วยได้และให้โกนตามแนวขนเพื่อป้องกันการระคายเคือง

      ข้อดีของการโกน :

      การโกนขนสามารถทำได้เองง่ายๆที่บ้าน มีความสะดวกสบายและไม่มีความซับซ้อนใดๆเพียงแค่มีอุปกรณ์โกนขนเท่านั้น สามารถโกนได้ทุกบริเวณที่ต้องการโดยทันที

      ข้อเสียของการโกน :

      การโกนขนเป็นการกำจัดขนแบบชั่วคราว ไม่ได้ดึงเส้นขนออกมาทั้งราก จะให้ผลลัพธ์ประมาณ 1-3 วันเท่านั้น ดังนั้นจึงอาจจะต้องโกนบ่อย ซึ่งเป็นบ่อเหตุของการเกิดอาการระคายเคืองผิว ตุ่มนูนแดง อาการขนคุด หรืออาจเป็นเหตุทำให้มีดโกนบาดผิวหนังและติดเชื้อได้ง่าย

      waxing hair

      การแวกซ์กำจัดขน

      การกำจัดขนด้วยการแวกซ์ เป็นวิธีกำจัดขนแบบชั่วคราวอีกเทคนิคหนึ่งแต่เป็นการถอนขนออกมาทั้งเส้น ซึ่งจะใช้แวกซ์อุ่นๆ หรือแวกซ์เย็นในการกำจัดขน นิยมใช้บริเวณใต้วงแขน ขา แขนและจุดซ่อนเร้น ซึ่งจะเป็นการนำแวกซ์กำจัดขนป้ายลงบนผิวหนังบริเวณที่ต้องการกำจัดขน จากนั้นใช้แถบผ้าขนาดต่างๆทับลงไปและรอให้แวกซ์แห้งแล้วจึงดึงแถบผ้าออกอย่างรวดเร็วเพื่อให้เส้นขนหลุดติดมากับแถบผ้านั้น

      ข้อดีของการแวกซ์กำจัดขน :

      การแวกซ์กำจัดขนสามารถทำได้ที่ร้าน หรือซื้อแบบแผ่นสำเร็จรูปมาทำเองได้ที่บ้านได้ง่ายๆ ซึ่งเหมาะสำหรับการกำจัดขนได้ทุกส่วนบนร่างกาย ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ประมาณ 3-6 สัปดาห์ จึงไม่ต้องทำบ่อยและควรปล่อยให้เส้นขนยาวเพิ่มอย่างน้อย 6 มิลลิเมตรเพื่อให้การแวกซ์ครั้งต่อไปง่ายขึ้น นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การแวกซ์กำจัดขนช่วยให้ผิวเรียบเนียนกว่าและขนที่ขึ้นใหม่นั้นจะบางกว่าการโกนนั่นเอง 

      ข้อเสียของการแวกซ์กำจัดขน :

      การแวกซ์กำจัดขนจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าและจะรู้สึกเจ็บปวดกว่าการโกน อาจจะมีรอยแดง หรือตุ่มนูนหลังจากการแวกซ์ได้ นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในกรณีที่ผิวไหม้ หรือการใช้ยารักษาสิวบางชนิดที่ทำให้ผิวบางลงด้วย

      laser-epilation-hair-removal-therapy (1)

      เลเซอร์กำจัดขน

      วิธีกำจัดขนแบบเลเซอร์นี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ใช้แสงเลเซอร์ที่มีความร้อนยิงเข้าไปที่รูขุมขนเพื่อทำลายและยับยั้งการเติบโตของเส้นขน ด้วยหลักการทำงานง่ายๆ คือ การจับเม็ดสีเมลานินในรากเส้นขนนั่นเอง ซึ่งในปัจจุบันมีเลเซอร์ 3 ประเภทที่เป็นที่นิยม

      ข้อดีของการกำจัดขนด้วยเลเซอร์ :

      การยิงเลเซอร์ขนให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าแต่คุณไม่สามารถทำเองได้ที่บ้าน จะต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นการกำจัดขนแบบถาวรที่กำจัดขนได้ลึกจนถึงราก ลดอัตราการเกิดใหม่และไม่ทำร้ายผิวด้วย

      ข้อเสียของการกำจัดขนด้วยเลเซอร์ :

      การยิงเลเซอร์ขนจะต้องยิงเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 5 ครั้งขึ้นไปเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ชัดเจน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงและจะต้องทำที่ร้านเท่านั้น ไม่สามารถทำได้เองที่บ้าน แต่ในปัจจุบันการเลเซอร์ขนมีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงกว่าสมัยก่อนมาก บางครั้งเริ่มต้นเพียงหลักพันต้นๆเท่านั้น

      ประเภทของเลเซอร์กำจัดขน

      เลเซอร์ IPL

      เป็นคลื่นความถี่ช่วง 650 nm-1200 nm โดยใช้หลักการส่งความร้อนไปจับกับเม็ดสีเมลานินในรากเส้นขนเพื่อทำลายเซลล์รากขนให้อ่อนแอลง หลังจากทำแล้วขนจึงค่อยๆหล่นร่วงไป หากงอกขึ้นมาใหม่ก็จะไม่แข็งแรงและเป็นเส้นบาง จนกระทั่งไม่สามารถงอกขึ้นมาได้อีก เลเซอร์ IPL นี้ ให้ผลลัพธ์ยาวนานประมาณ 18-24 เดือน ซึ่งสามารถไปยิงซ้ำได้เรื่อยๆ

      เลเซอร์ Yag

      เป็นคลื่นความถี่ช่วงประมาณ 1064 nm โดยใช้หลักการเดียวกันกับเลเซอร์ขนอื่นๆ ซึ่งเลเซอร์ yag สามารถกำจัดขนได้ 20-30% ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้ทำประมาณ 5-8 ครั้ง หรือจนกว่าเส้นขนจะถูกกำจัดออกทั้งหมด โดยจะเห็นผลอย่างชัดเจนหลังจากทำครั้งที่ 5 เป็นต้นไป

      เลเซอร์ diode

      เป็นคลื่นความถี่ช่วงประมาณ 880 nm โดยใช้หลักการเดียวกันกับเลเซอร์ขนอื่นๆ เนื่องจากเป็นลำแสงขนาดเล็กจึงสามารถผ่านผิวลงไปได้ลึก กำจัดขนได้ทั้งเส้นใหญ่และเส้นเล็กแต่เส้นขนจะค่อยๆร่วงในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังจากทำ จึงจะต้องมาทำอย่างต่อเนื่องประมาณ 5-6 ครั้งขึ้นไป โดยเว้นระยะห่างทุกๆ 1 เดือน

      diode laser
      เครื่องเลเซอร์ Diode

      เลเซอร์กำจัดขนแบบไหนดีที่สุด

      เลเซอร์กำจัดขนแต่ละแบบก็มีข้อดีแตกต่างกันไป หากพิจารณาตามช่วงความยาวของคลื่น ยิ่งขึ้นยาวมากเท่าไหร่ก็ทำให้กำจัดลึกถึงรากขนได้มากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นเลเซอร์ Yag จึงถือว่าเป็นเลเซอร์ที่ลงลึกถึงรากขนได้มากที่สุดถึง 7 มิลลิเมตรเลยทีเดียว นอกจากจะช่วยกำจัดเส้นขนได้หมดจดโดยที่ไม่เกิดรอยไหม้ รอยดำ หรือการระคายเคืองแล้ว ยังสามารถทำได้ทุกบริเวณ รวมถึงจุดซ่อนเร้นด้วย ส่วน diode laser เป็นเลเซอร์เพื่อการกำจัดขนโดยเฉพาะ และไม่ทำปฏิกิริยากับเม็ดสีเมลานีน ทำให้สามารถทำเลเซอร์ได้แม้ในผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย เป็นเลเซอร์ที่มีความอ่อนโยนต่อผิวหนังที่สุด

      วิธีกำจัดขน แบบไหนดีที่สุด

      วิธีกำจัดขนแบบไหนดีที่สุดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องโจทย์ความต้องการ ความสะดวกสบาย ค่าใช้จ่าย ผลลัพธ์ที่ได้รับและข้อเสียที่ยอมรับได้ เพราะวิธีกำจัดขนแต่ละแบบก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องการกำจัดขนแบบไหนมากกว่า

      ปรึกษาหมอเบญฟรีก่อนเข้ารับการรักษาจริง
      dr ben malika clinic 02

      หากอ่านมาถึงตรงนี้แต่ยังไม่แน่ใจว่าเลเซอร์กำจัดขนตัวไหนที่เหมาะกับตัวเรา สามารถสอบถามเพิ่มเติมหรือขอคำแนะนำกับหมอเบญได้ที่ Malika Clinic by Dr. Ben เบอร์โทร 095 450 9355 หรือ Line ID: @malikaclinic ส่งข้อความมาถามหมอเบญได้เลยค่ะ หมอเบญตอบแชตเองและยินดีให้คำปรึกษาคนไข้ทุกคนค่ะ

      Woman treatment malika clinic 06

      เจาะลึกเรื่อง ฝ้า สาเหตุ วิธีป้องกันฝ้า วิธีรักษาฝ้า รักษาฝ้า ที่ไหนดี

      เจาะลึกเรื่อง ฝ้า สาเหตุ วิธีป้องกันฝ้า วิธีรักษาฝ้า รักษาฝ้า ที่ไหนดี

      ปัญหาเรื่องฝ้าถือเป็นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะไม่ว่าจะหญิงหรือชาย เมื่อต้องเผชิญกับการรุกล้ำของฝ้าหรือรอยด่างดำตามใบหน้าแล้ว นอกจากจะรักษาให้หายกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ยาก ยังมีต้นทุนในการรักษาที่สูงอีกด้วย ในบทความนี้เราจึงอยากเคลียร์ให้ชัด เจาะประเด็นเรื่องฝ้าให้ลึก เพื่อที่จะได้เตรียมรับมือหรือหาวิธีรักษาฝ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

      เจาะลึกเรื่องฝ้ากับหมอเบญ รวบรวมทุกคำถามที่คนสงสัยเกี่ยวกับเรื่องฝ้าในบทความมนี้ค่ะ
        Add a header to begin generating the table of contents

        ฝ้า คืออะไร

        ฝ้าคือลักษณะทางกายภาพที่ร่ายกายพยายามแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของผิวหนังชั้นนอกที่สีเปลี่ยนไปในทิศทางที่เข้มขึ้น โดยฝ้าจะมีขนาดและสีที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างทางร่ายกาย สาเหตุ และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการรักษาฝ้าหรือรอยด่างดำจะยากหรือง่าย ก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ประเภท ขนาด และความเข้มของสีที่เกิดขึ้นอีกด้วย

        Woman treatment malika clinic 06

        ฝ้า เกิดจากอะไร สาเหตุของการเกิดฝ้า

        ด้านล่างนี้ เราได้รวบรวมสาเหตุของการเกิดฝ้าที่เป็นไปได้ทั้งหมดมาไว้ให้คุณแล้ว ศึกษาอย่างละเอียดเพื่อที่จะเข้าใจและพยายามหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดฝ้า

        1. เผชิญหน้ากับแสงแดดอยู่บ่อยครั้ง
          ในแสงแดดส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยรังสีอัลตราไวโอเลต ประเภท UVA, UVB หรือกลุ่มของแสงที่มองเห็นได้ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีส่วนที่จะไปกระตุ้นให้ผิวหนังของคุณมีสีที่เปลี่ยนไปได้

        2. ฮอร์โมน
          ปัญหาฝ้าที่เกิดจากฮอร์โมน ส่วนใหญ่จะพบในเพศหญิงที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือกินยาคุ้มกำเนิดเป็นประจำ
        1. ใช้สารเคมีหรือเครื่องสำอางเป็นประจำ
          เพราะเครื่องสำอางมีส่วนประกอบของสารเคมีที่อาจทำให้ชั้นใบหน้าของคุณบางลง ซึ่งเมื่อไปเจอกับแสงแดดก็อาจทำให้รอยฝ้ายเกิดง่ายมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเครื่องสำอางยังกระตุ้นการเกิดฝ้าง่ายขึ้นอีกด้วย
        1. ลักษณะทางพันธุกรรมจากงานวิจัยพบว่า บุคคลที่ประสบปัญหาเรื่องฝ้าและรอยด่างดำของผิวมักมีประวัติของบุคคลในครอบครัวที่พบเจอปัญหาเดียวกัน นอกจากนี้ในกลุ่มประเทศแถบเอเชียมักมีโครงสร้างของผิวที่มีความน่าจะเป็นในเกิดฝ้ามากกว่ากลุ่มประเทศอื่นๆ อีกด้วย
        melasma skin malika clinic

        วิธีรักษาฝ้าแบบธรรมชาติ

        อยู่เมืองร้อนต้องทำใจกับปัญหาผิวมากมายที่อาจเกิดขึ้นกับสาวๆ ทั้งหลายได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะปัญหาเรื่องฝ้านั้นถือเป็นปัญหาผิวที่เกิดขึ้นกับสาวๆ บ้านเรามากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ สำหรับวิธีการรักษาฝ้านั้นทำได้มากมายหลายวิธีทั้งวิธีแบบธรรมชาติ ใช้ครีมรักษาฝ้า และรักษาโดยแพทย์ผิวหนังโดยตรง ซึ่งในปัจจุบันคลินิกเสริมความงามบ้านเราแทบจะทุกที่มักมีโปรแกรมดูแลเรื่องฝ้าไว้ให้อยู่แล้ว ซึ่งคุณสามารถเดินเข้าไปปรึกษาได้เลยโดยตรงนั่นเอง แต่ทว่าสาวๆ หลายคนอาจจะไม่อยากเสียเงินหลักหมื่นไปกับการดูแลฝ้าใช่ไหมล่ะ? วันนี้เราได้รวบรวม 3 วิธีทางธรรมชาติในการรักษาฝ้ามาฝาก ได้แก่

        1. หัวไชเท้า – เนื่องด้วยปริมาณวิตามินซีที่สูงมากในหัวไชเท้าทำให้มีความสามารถลดรอยฝ้าและกระได้อย่างธรรมชาติ เพียงคุณนำหัวไชเท้าสดปลอกเปลือก แล้วคั้นให้เหลือเพียงน้ำเท่านั้น จากนั้นผสมกับน้ำสะอาดในอัตราส่วนน้ำ 3 ส่วน และน้ำหัวไชเท้าอีก 1 ส่วน พอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที โดยสามารถใช้สำลีชุบน้ำที่ผสมไว้แล้วเติมลงบนหน้าประมาณ 3-4 รอบ คุณสามารถใช้สูตรนี้ได้ประมาณ 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์เลยค่ะ
          นอกจากนี้คุณยังสามารถนำน้ำหัวไชเท้า 2 ช้อนชา ผสมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้ก็สามารถช่วยลดฝ้าได้เช่นเดียวกันค่ะ
        2. น้ำส้มสายชูแอปเปิ้ลหมักธรรมชาติ – ด้วยวิตามินซีที่ค่อนข้างสูงของน้ำหมักทำให้มีสรรพคุณในการผลัดเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี เพียงผสมกับน้ำเปล่าอัตราส่วน 1:1 หรือปริมาณน้ำส้มหมักน้อยกว่านี้ก็ได้หากคุณมีผิวหน้าที่แพ้ง่าย เพื่อลดอาการข้างเคียงที่เกิดจากฤทธิ์ของกรด เช่น รอยแดง เป็นต้น วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอาการฝ้าได้เท่านั้น แต่ยังสามารถลดรอยดำที่เกิดจากสิวได้อีด้วยค่ะ
        3. ใบบัวบก – ใบบัวบกถูกเรียกว่าเป็นสมุนไพรตลอดกาลในการดูแลเรื่องผิวพรรณ เนื่องจากในใบบัวบกนั้นมีสารไตรเตอร์ปินนอยด์ (Triterpenoids) ที่ช่วยกระตุ้นการสังเคราะห์คอลลาเจนในผิวหนัง อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย เรียกได้ว่าคุณประโยชน์พร้อมสรรพในการเป็นสมุนไพรดูแลผิวหน้าจริงๆ ค่ะ
        Dark spots on face melasma

        รักษาฝ้าที่ไหนดี

        อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่าสถานที่ในการรักษาหรือดูแลฝ้ากระในปัจจุบันนั้นมีมากมาย สถาบันเสริมความงามหรือคลินิกเสริมความงาม เราสามารถเข้าไปเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังที่มีประสบการณ์การในด้านรักษาผิวหน้าโดยเฉพาะ โดยสามารถดูรีวิวของผู้ที่เคยใช้บริการเพื่อประกอบการตัดสินใจ

        ที่ Malika Clinic by Dr. Ben มีโปรแกรม Anti melasma Program  ซึ่งเป็นการรักษาฝ้า 10 ขั้นตอน รวมไปถึงการทำ LED LIGHT THERAPY โดยการใช้แสงสีเหลือง ที่มีคุณสมบัติลดการสร้างเม็ดสี พร้อมใช้วิตามินในการบำรุงผิว หากผู้อ่านสนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับหมอเบญได้ตามรายละเอียดด้านล่างค่ะ

        ปรึกษาหมอเบญฟรีก่อนเข้ารับการรักษาจริง
        dr ben malika clinic 02

        ผู้อ่านที่มีปัญหาเรื่องฝ้า และต้องการคำแนะนำหรือต้องการปรึกษาเพิ่มเติม สามารถสอบถามเพิ่มเติมกับหมอเบญได้ที่ Malika Clinic by Dr. Ben คลินิกความงาม ลาดพร้าว วังหิน หรือแอดไลน์  Line ID: @malikaclinic เพื่อรับคำปรึกษาเพิ่มเติม หมอตอบเองทุกเคสและไม่มีค่าใช้จ่ายในการปรึกษาก่อนเข้ารับบริการจริงค่ะ